ผลงานที่ได้รับรางวัล UNPSA 2014 (พ.ศ 2557)

แชร์หน้านี้

ผลงานที่ได้รับรางวัลในปี . 2557 (.. 2014) ใน 4 สาขา ได้แก่

          สาขาที่ 1: การพัฒนาการให้บริการประชาชน (Improving the Delivery of Public Services)

รางวัลชนะเลิศอันดับ 1

Republic of South Africa



Initiative:Secondary School Improvement Programme (SSIP)

Institution: Gauteng Department of Education

โรงเรียนหลายแห่งในชุมชนด้อยโอกาสในจังหวัด Gauteng ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนทรัพยากร จำนวนนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนจำนวนมาก จำนวนครูที่ไม่เพียงพอ และไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงระบบการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ แผนกการศึกษาของจังหวัด Gauteng เผชิญกับความท้าทายในการแก้ไขวงจรปัญหาการศึกษา ซึ่งประกอบด้วย การสอน การเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ด้อยคุณภาพ จึงนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยการดำเนินโครงการพัฒนาการศึกษาระดับมัธยมศึกษา (Secondary School Improvement Programme - SSIP) เพื่อแก้ไขปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดในวิชาที่สำคัญ โดยเน้นเฉพาะกลุ่มโรงเรียนที่มีอัตราการสอบผ่าน (Pass Rate) ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 75% โครงการ SSIP ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอัตราการสอบผ่านและพัฒนาคุณภาพการสอน (ผ่านการสอนเสริม) อย่างยั่งยืนใน 10 รายวิชาหลักในโรงเรียนนำร่องในจังหวัด Gauteng โครงการดังกล่าวได้ยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนนำร่องได้อย่างประสบผลสำเร็จ ทั้งในส่วนของการพัฒนาอัตราการสอบผ่าน (มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6) และคุณภาพของการเลื่อนระดับชั้นการศึกษาในภาพรวม โดยพบว่า ในปี พ.ศ. 2552  มีโรงเรียนนำร่องเพียง 1 แห่ง ที่มีอัตราการสอบผ่านชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 สูงกว่า 90% ในขณะที่ในปี พ.ศ. 2555 นั้น มีโรงเรียนนำร่อง 40 โรงเรียน ที่มีอัตราการสอบผ่านชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่า 90% โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักเรียนจากชุมชนที่ยากจนประสบความสำเร็จในการเรียนและมีคุณสมบัติเพียงพอในการศึกษาต่อ และเข้ารับการอบรมในระดับการศึกษาขั้นสูง (อุดมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง) ต่อไป


Republic of Singapore

Initiative: Ageing-in-Place Program

Institution: Alexandra Health System

การรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังโดยวิเคราะห์อาการของผู้ป่วยไว้ในแผนการรักษาเดียว (Chronic Programme) การรักษาผู้สูงอายุในมิติจิตใจ การเคลื่อนไหว กระดูก และความต้องการทางสังคมแบบองค์รวม (Healthy Ageing) และการดูแลเพื่อบรรเทาอาการสำหรับผู้ป่วยทุกช่วงวัยเพื่อให้คุณภาพชีวิตที่ดี (Palliative Care) จากข้อมูลของธนาคารโลก สาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เครือรัฐออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา สัดส่วนประชากรสูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) ของสิงคโปร์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.8 ในปี พ.ศ. 2545 เป็นร้อยละ 11.7 ในปี พ.ศ. 2556 เนื่องจากประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น และมีวิถีชีวิตแบบคนเมือง จึงส่งผลให้เกิดปัญหาโรคเรื้อรังมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความต้องการรับบริการด้านสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุที่สูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ อัตราส่วนเกื้อหนุนผู้สูงอายุยังลดลงจากร้อยละ 8.4 ในปี พ.ศ. 2543 สู่ร้อยละ 5.5 ในปี พ.ศ. 2556 ซึ่งเพิ่มภาระทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงานอย่างมีนัยยะสำคัญ ดังนั้น การส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนมีสุขภาพแข็งแรง และการรักษาระดับต้นทุนค่ารักษาพยาบาลในระดับเดิม จะเป็นการแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดโรคเรื้อรังที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน แผนแม่บทการบริการทางด้านสาธารณสุข 2020 หรือ The Healthcare 2020 Master Plan ได้ระบุแนวทางการรับมือกับความท้าทายด้านสาธารณสุขของประเทศ 3 ประการ ได้แก่ (1) การตระหนักถึงผลกระทบของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของสิงคโปร์ และความสามารถในการรับมือ (2) การเปลี่ยนแปลงการให้บริการสาธารณสุขให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของประชาชน และ (3) การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่สูงขึ้น โครงการ Ageing in Place (AIP) ดำเนินกลยุทธ์ 2 ประการ เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและอัตราการเป็นโรคเรื้อรังสูงที่ส่งผลต่อศักยภาพด้านการให้บริการสาธารณสุขของประเทศ กล่าวคือ รูปแบบการให้บริการสาธารณสุขเปลี่ยนจากการให้บริการที่มีแพทย์เป็นศูนย์กลาง การรักษาที่โรงพยาบาล และการรักษาด้วยยา เป็นรูปแบบการบริการสาธารณสุขที่มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การรักษาที่ชุมชน และการรักษาด้วยสุขภาพและสังคม (health-cum-social model) โครงการ AIP ใช้กลยุทธ์การเปลี่ยนทัศนคติเป็นกลยุทธ์แรกในการดำเนินโครงการ โดยให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยมากกว่าอะไรคือปัญหาของผู้ป่วยโครงการดังกล่าวได้ปรับปรุงการให้บริการสาธารณสุขและก่อให้เกิดผลเชิงบวก 5 ด้าน ได้แก่ มุมมองของผู้ป่วย ศักยภาพของโรงพยาบาล การปรับโครงสร้างกระบวนการ และการให้บริการของโรงพยาบาล การวิเคราะห์ธุรกิจ และรูปแบบการทำวิจัย ทั้งนี้ ได้มีการส่งเสริมให้พยาบาลประจำชุมชน (Community Nurses) เป็นช่องทางหลักให้ผู้ป่วยติดต่อเพื่อเข้ารับการรักษา และการขอรับบริการต่างๆ รูปแบบการให้บริการสาธารณสุขรูปแบบใหม่นี้ จึงเป็นรูปแบบที่พัฒนาไปไกลกว่าการวินิจฉัย การจ่ายยา และกระบวนการต่างๆ ในโรงพยาบาล โดยได้เปลี่ยนเป็นการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างผู้ให้บริการสาธารณสุข และผู้ป่วยในชุมชนของตนเอง

 

 

Austria

Initiative: Open Government Data-Data.gv.at

Institution: Federal Chancellery of the Republic of Austria 

 

โครงการความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐของสาธารณรัฐออสเตรีย (Cooperation OGD Austria) มีจุดเริ่มต้นจากผู้แทนของสหพันธรัฐ จังหวัด เมือง และเทศบาลเพื่อพัฒนาการเข้าถึงข้อมูล และยกระดับการใช้ข้อมูลภาครัฐของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยุทธศาสตร์ OGD ของออสเตรียใช้ศูนย์กลางข้อมูลภาครัฐขนาดใหญ่ (open meta-data portal) เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการบริหารราชการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลักการสำคัญของโครงการนี้ คือ การสร้างระบบข้อมูลที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน (User Friendly) และเปิดกว้างสำหรับผู้ใช้งานที่มีทักษะเทคโนโลยีจำกัด OGD ก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการ เช่น จำนวนข้อมูล (data sets) ที่เผยแพร่อยู่ในแพลตฟอร์มข้อมูลสาธารณะของรัฐบาล - OGD Platform มีความหลากหลาย และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น (แทนที่การตอบสนองต่อผู้ต้องการข้อมูลเพียงอย่างเดียว) นอกจากนี้ OGD ยังทำให้เกิดการเปรียบเทียบข้อมูล รวมถึงการทำความเข้าใจเนื้อหาและโครงสร้างของข้อมูล ซึ่งกระบวนการที่เน้นความโปร่งใส และการควบคุมโดยตรงจากประชาชนนี้ จะช่วยลดโอกาสการทุจริตและการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้อย่างไม่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดกระบวนการทางประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ นอกจากนี้ OGD ยังส่งเสริมภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับความสมานฉันท์ การดำเนินงานของรัฐบาล ความโปร่งใส คุณภาพ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ทั้งนี้ การสำรวจความคิดเห็นของหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องจำนวน 27 หน่วยงาน พบว่า 18 หน่วยงาน ระบุว่า OGD มีประโยชน์ต่อการดำเนินงานหน่วยงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัย


Turkey

Initiative: Centre of Children Working in Ankara Streets

Institution: Ankara Metropolitan Municipality

ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานเด็กที่ทำงานตามท้องถนนในนครอังการา (Centre of Children working in Ankara Streets) ริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2536 โดยมีการลงนามในพิธีสารเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2535 หลังจากการเริ่มดำเนินโครงการระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการใช้แรงงานเด็กในตุรกี ในปี พ.ศ. 2535 แม้ว่าองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้ยุติการสนับสนุนโครงการดังกล่าวในปี พ.ศ. 2540 เนื่องจากไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม เทศบาลนครอังการา (Ankara Metropolitan Municipality) ได้ริเริ่มการดำเนินงานของศูนย์ฯ อีกครั้ง เนื่องจากเทศบาลเล็งเห็นถึงอันตราย และการเอารัดเอาเปรียบแรงงานเด็กที่ทำงานตามท้องถนนในนครอังการา ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานเด็กฯ ถูกตั้งขึ้นในภูมิภาคใกล้ท้องถนนที่เด็กๆทำงาน และได้กลายมาเป็นศูนย์วิจัยหลักเกี่ยวกับแรงงานเด็ก ซึ่งผลการวิจัยพบว่า การป้องกัน และการห้ามแรงงานเด็กไม่ให้ทำงานเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาให้สำเร็จได้ หากต้นตอของปัญหา คือ การย้ายถิ่นฐานภายในประเทศซึ่งเกิดจากความยากจนในชุมชนเมืองยังไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างครอบครัว โรงเรียน และศูนย์ฯ จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็ก ศูนย์ฯ สามารถดำเนินมาตรการเชิงป้องกันผ่านการประชุมร่วมกับครอบครัว ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดกิจกรรมให้กับกลุ่มคนด้อยโอกาสในพื้นที่ยากจน ผ่านการให้บริการ และความช่วยเหลือด้านสังคม วัฒนธรรม จิตวิทยา กีฬา การศึกษา สุขภาพ และโภชนาการ ผลการดำเนินงานพบว่า เด็กที่ทำงานตามท้องถนนที่ได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากศูนย์ฯ สามารถศึกษาต่อจนจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสาขาศิลปะ กีฬา อาชีวศึกษา หรือจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย กิจกรรมเหล่านี้ช่วยป้องกันเด็กกลุ่มนี้จากการก่ออาชญากรรม และทำให้กลุ่มคนจนมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งพิสูจน์ว่าอนาคตที่ดีกว่าของเด็กๆ และสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคนสามารถสร้างให้เป็นจริงได้


รางวัลชนะเลิศอันดับ 2

Republic of Cameroon

Initiative: Sustainable Work in the Water Sector and Sanitation

Institution: Municipality of Bangangt?  Bangangt?

เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันตกของประเทศแคมารูน ภายในเขต Nd? ชุมชน Bangangt? มีผู้อาศัยประมาณ 200,000 คน โดยประชากรเพียงร้อยละ 10 อาศัยอยู่ในเมือง ในขณะที่ประชากรอีก ร้อยละ 90 อาศัยอยู่ในหมู่บ้านในชนบทที่ห่างไกล ในปี พ.ศ. 2553 พบว่า มีประชากรที่อาศัยอยู่ในชนบทเพียงร้อยละ 15 ที่สามารถเข้าถึงน้ำดื่ม และสุขาภิบาลที่ถูกหลักอนามัย ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากความล้มเหลวของระบบจัดการองค์การ และปัญหาการบำรุงรักษาโครงสร้างชลประทานในชนบท โครงการ MODEAB ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยรัฐ ก่อให้เกิดแนวทางแก้ไขปัญหาสุขาภิบาลอย่างยั่งยืน โดยการฟื้นฟูโครงสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กในชุมชน รวมถึงการสร้างสุขาที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศทั้งในสถานศึกษา และตลาดชุมชน ฟื้นฟูโครงการนำน้ำปัสสาวะมาทำเป็นปุ๋ย และการติดตั้งจุดบริการน้ำสาธารณะในเขตเทศบาลในชุมชนที่ได้รับการฟื้นฟูระบบชลประทาน ทั้งนี้ นวัตกรรมที่สำคัญในการแก้ไขปัญหา คือระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ กอปรกับการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 หน่วยงานซึ่งก่อให้เกิดการบริหารจัดการโครงสร้างชลประทานอย่างยั่งยืน และมีประสิทธิภาพสูงสุด โครงการดังกล่าวได้เพิ่มอัตราการเข้าถึงน้ำดื่มประมาณร้อยละ 50 ในพื้นที่ชนบท และส่งผลให้มีการติดตั้งระบบบริหารจัดการโครงสร้างชลประทานอย่างยั่งยืนได้อย่างสำเร็จภายในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557 โครงกล่าวดังกล่าว เป็นการดำเนินงานบนหลักการแบ่งเขตแดน (territorial approach) ซึ่งสร้างการมีส่วนร่วมให้แก่ประชาชนในเขตเทศบาล ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการใช้จุดบริการน้ำสาธารณะ และระบบสุขาภิบาลอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังส่งเสริมแนวทางการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมระหว่างผู้มีส่วนได้เสียทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนในการกำหนดนโยบายการจัดการน้ำในพื้นที่ ในมิติด้านสังคมนั้น กล่าวได้ว่าโครงการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับภาคประชาสังคม (civil society engagement) เนื่องจากมีการประชุมเกี่ยวกับการบริหารจัดการแหล่งน้ำ และแนวทางการเพิ่มการเข้าถึงแหล่งน้ำดื่มเป็นประจำทุกเดือน


Spain

Initiative: Data Intermediation Platform

Institution: Ministry of Finance and Public Administration

 

การติดต่อราชการในสาธารณรัฐสเปนยังคงกำหนดให้ประชาชนต้องยื่นเอกสารประจำตัว เอกสาร ใบรับรอง หรือข้อมูลต่างๆ ให้กับหน่วยงานของรัฐ ทั้งๆ ที่หน่วยงานของรัฐมีฐานข้อมูลเหล่านั้นอยู่แล้ว ซึ่งทำให้ประชาชนเสียเวลา ต้องเดินทางไปหน่วยงานราชการโดยไม่จำเป็นและเกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชน รัฐบาลสาธารณรัฐสเปนจึงเสนอวิธีการแก้ปัญหา โดยการตรวจสอบข้อมูลที่รัฐต้องการจากประชาชนผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ และทางออนไลน์ ยกเว้นในกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องแสดงข้อมูลบางอย่างต่อรัฐบาล วิธีนี้ทำให้มีแฟลตฟอร์มข้อมูลที่ติดตั้งได้ง่าย และเป็นสื่อกลางระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน โดยที่เจ้าหน้าที่ยังสามารถสอบถามข้อมูลที่จำเป็นต่อการติดต่อราชการจากประชาชนได้ แนวคิดการติดต่อราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ (ไร้กระดาษ) ยังเป็นการยกระดับคุณภาพข้อมูล โดยเฉพาะการลดข้อผิดพลาดและการปลอมแปลงข้อมูล รวมถึงยังเป็นการประหยัดงบประมาณภาครัฐเนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้กระดาษในการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์


Kingdom of Bahrain

Initiative: National Health Information System (I-SEHA)

Institution: Ministry of Health

โครงการ I-SEHA เป็นโครงการสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อพัฒนาการบริการด้านสาธารณสุข ระบบสาธารณสุขของราชอาณาจักรบาห์เรนประกอบด้วยศูนย์สุขภาพ 26 แห่ง โรงพยาบาลกลาง 2 แห่ง และโรงพยาบาลประจำพื้นที่ 4 แห่ง ซึ่งให้บริการโดยผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์และสาธารณสุขกว่า 4,000 คน แม้ว่ารัฐบาลได้พยายามยกระดับรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่การจัดการระบบข้อมูลสาธารณสุขยังไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่เป็นการบริหารจัดการคลินิกด้วยกระดาษ และแทบจะไม่มีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่งผลให้ระบบบริหารจัดการภาครัฐไม่มีประสิทธิภาพ และทำให้เกิดความเสี่ยงที่เอกสารของผู้ป่วยจะสูญหาย ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการให้บริการสาธารณสุขสำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โครงการ I-SEHA เป็นระบบการให้บริการสาธารณสุขอัจฉริยะ ที่ทันสมัย ผ่านการบูรณาการข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลโดยไม่ต้องใช้กระดาษ ระบบ I-SEHA บันทึกข้อมูลอย่างถูกต้อง และช่วยให้แพทย์สามารถประสานงานเพื่อให้การรักษา และดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบ I-SEHA เป็นแพลตฟอร์มด้านสาธารณสุขที่ผู้ให้บริการสาธารณสุขทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ผู้ป่วยจึงสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ และทันสมัยมากขึ้น และสามารถส่งต่อผู้ป่วยไปรับการรักษากับผู้เชี่ยวชาญในสถานพยาบาลอีกแห่งหนึ่งได้ ทั้งนี้ มีการส่งต่อผู้ป่วยผ่านระบบ I-SEHA เฉลี่ย 3,500 คนต่อเดือน โดยระบบ I-SEHA ลดการตรวจสอบและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น รวมถึงเป็นการลดความเสี่ยง และค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ศูนย์บริการสุขภาพทุกแห่งสามารถเข้าถึงผลการตรวจร่างกาย ข้อมูล และรายงานการรักษา (ระยะเวลาการรับการรักษาในโรงพยาบาล การพักอาศัยในโรงพยาบาล จำนวนผู้ป่วย) ได้ทันที ซึ่งช่วยลดการตรวจผู้ป่วยซ้ำซ้อน อีกทั้งยังสามารถติดตามผลการรักษาของแพทย์ผ่านบันทึกการสั่งจ่ายยา การส่งต่อ และข้อเรียกร้องต่างๆ ในมุมมองเชิงนโยบาย กล่าวได้ว่า I-SEHA ประสบความสำเร็จในการให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการตัดสินใจ รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อการทบทวนนโยบายที่จำเป็นต่อการยกระดับการบริการสาธารณสุขในราชอาณาจักรบาห์เรน

 

 สาขา 2: การส่งเสริม สนับสนุนการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย ผ่านกลไกด้านนวัตกรรม (Fostering Participation in Policy-Making Decisions through Innovative Mechanisms)

รางวัลชนะเลิศอันดับ 1

Thailand

Initiative: Integrating Network and Community Participation for Effective Malaria Management in Tha Song Yang Di

Institution: Department of Disease Control, Ministry of Public Health

โครงการการบูรณาการเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการรักษาโรคมาลาเรียอย่างมีประสิทธิภาพในอำเภอท่าสองยางมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาโรคมาลาเรีย ซึ่งเป็นประเด็นท้าทายด้านสาธารณสุขระดับโลก เนื่องจากก่อให้เกิดอัตราการเจ็บป่วยและอัตราการเสียชีวิตของประชาชน โดยโรคมาลาเรียระบาดในพื้นที่บางส่วนในทวีปแอฟริกาและทวีปเอเชีย จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ในปี พ.ศ. 2554 พบว่ามีผู้ป่วยมาลาเรีย ทั่วโลกราว 216 ล้านคน และมีจำนวนผู้เสียชีวิตประมาณ 655,000 คน โดยมีสัดส่วนผู้ป่วยเด็กประมาณร้อยละ 86 ทั้งนี้ ระหว่างปี พ.ศ. 2551 - 2554 มีรายงานว่ามีผู้ป่วยมาลาเรียในประเทศไทยประมาณ 73,000 คน โดยในจำนวนนี้ พบผู้ติดเชื้อมาลาเรียร้อยละ 90 ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนในลุ่มแม่น้ำโขง โดยอัตราการเกิดโรคมาลาเรียในจังหวัดตากมีอัตราสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ 2-3 เท่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการกำหนดนโยบายอย่างมีส่วนร่วมเพื่อปรับวิธีการรักษาโรคมาลาเรียเชิงรุก โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อรักษาโรคมาลาเรีย ผลการดำเนินโครงการ พบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียลดลง ประชาชนมีความพึงพอใจกับการให้บริการเชิงรุกแบบบูรณาการในการควบคุมโรคมาลาเรียในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง อีกทั้งยังช่วยประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่ารักษา รวมถึงลดระยะเวลาในการรอรับการรักษาพยาบาล

 

Brazil

Initiative: Inter-council Forum

Institution: Ministry of Planning, Budgeting and Management and Secretariat-General of the Presidency of the Republic of Brazil

โครงการ Inter Council Forum (FI) ริเริ่มโดยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการวางแผน งบประมาณและการบริหาร (MPOG) และสำนักเลขาธิการประธานาธิบดี (SGPR) เพื่อทบทวนโครงการ และระบุถึงความท้าทายในการวางแผนการจัดทำนโยบายสาธารณะ และงบประมาณของสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลอย่างมีส่วนร่วม การทบทวนโครงการดังกล่าวใช้ข้อมูลจาก PPA ระหว่างปี พ.ศ. 2547 - 2550 และ PPA ระหว่างปี พ.ศ. 2551 - 2554 ซึ่งแสดงถึงการมีส่วนร่วมในการเตรียมแผนงานโครงการ และคำแนะนำจากคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นในมี พ.ศ. 2550 (ตามคำสั่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 1 มีนาคม) เพื่อเสนอแนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสังคมในประเด็นดังกล่าว แนวคิดดังกล่าวส่งผลให้เกิดช่องทางการมีส่วนร่วมระดับทุติยภูมิ (Second-level participatory structure) ระหว่างหน่วยงานต่างๆของรัฐ ภายใต้ชื่อ Intercouncil Forum ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างคณะทำงานระดับชาติที่เกี่ยวข้อง โครงการดังกล่าวจึงเป็นการสร้างช่องทางในการสื่อสาร และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผนการจัดทำนโยบายสาธารณะและงบประมาณของชาติ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านช่องทางการมีส่วนร่วมต่างๆ เช่น คณะทำงานระดับชาติเพื่อติดตามและสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผนการจัดทำนโยบายสาธารณะ และงบประมาณของชาติ ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการดังกล่าว ได้แก่ (1) ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง - ตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (ที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ) ซึ่งมีส่วนร่วมในคณะทำงานแห่งชาติอยู่ก่อนแล้ว และอาจได้รับแต่งตั้งให้ดำเนินงานใน FI และ (2) ผู้มีส่วนได้เสียทางอ้อม - ประชาชนทั่วไป ที่สามารถมีส่วนร่วมผ่านช่องทางสาธารณะต่างๆ (ประชาพิจารณ์ และกลุ่มทางอินเตอร์เน็ต) หรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกับคณะทำงานแห่งชาติ ซึ่งโครงการนี้ส่งผลให้ตัวชี้วัดเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของประเทศสูงขึ้น

 

รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 2

Republic of Korea

Initiative: Building the Best Neighborhood Project

Institution: Changwon City

โครงการ “Building the Best Neighbourhood Project” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น ให้มีส่วนร่วมในการวางแผน การดำเนินงานโครงการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โครงการดังกล่าวต้องการที่จะแก้ไขปัญหาการพัฒนาท้องถิ่นอย่างรวดเร็วเกินไป ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจในเมืองชางวอนของสาธารณรัฐเกาหลี การพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ (มลพิษทางอากาศ และอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง) นอกจากนี้ โรงงาน และสวนผลไม้ที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ Nakdong กับพื้นที่เกษตรโดยรอบยังปล่อยมลพิษลงในแม่น้ำลำคลอง ส่งผลให้แหล่งน้ำในท้องถิ่นเกิดการปนเปื้อน พื้นที่ที่พักอาศัยของประชาชนกลายเป็นเมืองห้องนอน (Bedroom towns)” ที่ประชาชนเพียงแค่พักอาศัยเท่านั้น แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมในชุมชนท้องถิ่น จึงทำให้เกิดโครงการขอความร่วมมือจากประชาชนในการปลูกต้นไม้ 3.88 ล้านต้น ซึ่งช่วยลดมลพิษทางอากาศ ลดมลพิษทางเสียง ลดอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงฤดูร้อนลงประมาณ 3-7 องศาเซลเซียส รวมถึงสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 21,261 ตัน นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนาคุณภาพน้ำจากระดับ 3 เป็นระดับ 1 และส่งผลให้ภาพลักษณ์ของเมืองเปลี่ยนจากเมืองอุตสาหกรรม เป็นเมืองที่น่าอยู่ เต็มไปด้วยวัฒนธรรม และประเพณี การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เมืองมีชีวิตชีวา มีประวัติศาสตร์ และเอกลักษณ์ของตนเอง โครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินโครงการในชุมชนท้องถิ่นโดยมีประชาชนเป็นผู้นำเป็นครั้งแรก เนื่องจากบทบาทหน่วยงานรัฐในสาธารณรัฐเกาหลีนั้นไม่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และครอบงำประชาชน ทิ้งให้ประชาชนที่มีทรัพยากรจำกัดแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นด้วยตนเอง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนเป็นเพียงผู้รับความช่วยเหลือ (passivity) เป้าหมายของโครงการดังกล่าว จึงต้องการเปลี่ยนวัฒนธรรมดังกล่าว และส่งเสริมให้ประชาชนมีบทบาทเชิงรุกในการดำเนินโครงการต่างๆ โดยหน่วยงานของรัฐให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่ชุมชนในการจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินโครงการ

 

 สาขา 3: สาขาการส่งเสริมแนวทางการดำเนินการของภาครัฐโดยรวมในยุคข้อมูลข่าวสาร (Promoting Whole-of-Government Approaches in the Information Age

รางวัลชนะเลิศอันดับ 1

Republic of Korea

Initiative: Social Security Information System (SSIS)

Institution: Korea Health and Welfare Information Service (KHWIS)

Ministry of Health and Welfare หรือ กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ มีหน้าที่ประสานงาน และกำกับดูแลนโยบายด้านสาธารณสุขและสวัสดิการ เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการสำหรับประชาชน มีภารกิจหลัก ได้แก่ (1) สร้างโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมให้กับประชาชน (2) การส่งเสริมชีวิตที่มีเสถียรภาพหลังเกษียณ และ (3) การพัฒนาประชากรตลอดช่วงอายุ) ระบบ SSIS ริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2551 เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการระบบสวัสดิการสังคมในสาธารณรัฐเกาหลี โดยรัฐบาลได้ดำเนินโครงการระบบสารสนเทศประกันสังคมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 - 2556  และมีการออกแบบระบบการจัดการข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติ และบันทึกข้อมูลของผู้รับสวัสดิการจำนวน 14 ล้านคนเพื่อใช้ในการเบิกจ่ายงบประมาณของระบบงบประมาณ 292 ระบบ ใน 17 กระทรวง ในระยะเริ่มต้นนั้น มีการใช้ระบบดังกล่าวเพื่อจัดการข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติและข้อมูลของผู้รับสวัสดิการของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ (Ministry of Health and Welfare) สำหรับการพัฒนาระบบในขั้นที่ 2 ได้มีการปรับปรุงระบบเกี่ยวกับสวัสดิการของทั้ง 17 กระทรวง ดังนี้ (1) ปรับโครงสร้างการดำเนินงานในการเบิกจ่ายและการให้บริการของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ โดยหลังจากมีการตรวจสอบสิทธิ์ รายได้ และทรัพย์สินเพื่อพิจารณาข้อกำหนดของระบบสวัสดิการแล้ว ได้มีการเตรียมการระบบให้บริการสวัสดิการแบบครอบคลุม ซึ่งกระบวนการดังกล่าวช่วยลดความไม่สะดวกของประชาชนในการสมัครเข้ารับบริการสวัสดิการหลายประเภท (2) การดำเนินมาตรการเชื่อมโยงข้อมูลและแก้ไขปัญหาขั้นตอนงานสารบรรณไม่มีประสิทธิภาพ (3) มาตรการในการตรวจสอบการเบิกจ่าย การรับบริการ และบันทึกใบเสร็จชำระเงินจากระบบชำระเงินและบริการสวัสดิการในระบบต่างๆ ซึ่งจะสามารถป้องกันการออกใบเสร็จซ้ำซ้อนได้ โดยมีการเปลี่ยนฐานข้อมูลการชำระเงินและบริการเป็นฐานข้อมูลเดียวซึ่งครอบคลุมข้อมูลส่วนบุคคลและฐานข้อมูลของครัวเรือนด้วย (4) การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานรัฐ โดยกระทรวงต่างๆ ที่ให้บริการด้านสวัสดิการ และระบบข้อมูลที่แยกกันนั้นสามารถใช้ระบบ SSIS สำหรับการสมัคร การส่งข้อมูล รายละเอียดเกี่ยวกับรายได้และทรัพย์สิน รวมถึงใบเสร็จ และบันทึกการรับบริการของผู้รับบริการได้

 

Uruguay

Initiative: Uruguay Competes

Institution: National Civil Service Bureau

เดิมทีประชาชนไม่มีข้อมูล และไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการสรรหาและการสมัครงานในหน่วยงานภาครัฐได้ แม้ว่าจะมีการเผยแพร่ตำแหน่งงานในหน่วยงานของรัฐผ่านเว็บไซต์ที่หลากหลายและสื่อสิ่งพิมพ์ แต่การบริหารจัดการก็ไม่ได้มีกระบวนการสรรหา และการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ได้มาตรฐาน ดังนั้น วิธีการแก้ไขปัญหา คือ การรวมศูนย์กระบวนการสรรหา และการบริหารทรัพยากรบุคคลด้วยความโปร่งใส ตามหลักการประชาธิปไตย จึงมีการสร้างเว็บไซต์ (www.uruguayconcursa.gub.uy) เพื่อให้ประชาชนสามารถ (1) ค้นหาข้อมูลตำแหน่งงานภาครัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ (2) การสมัครงาน (3) ส่งประวัติการศึกษาและประวัติการทำงาน (4) สมัครและตรวจสอบสถานะการสมัคร (5) รับข้อมูลข่าวสารประจำวันเกี่ยวกับประกาศรับสมัครงานและข่าวสารที่เกี่ยวข้อง (6) ได้รับการติดต่อกลับหลังจากการสมัครงานในตำแหน่งต่างๆ และ (7) การเข้าถึงเอกสารในการสมัครงาน เครื่องมือเหล่านี้ส่งผลให้โครงการสามารถเข้าถึงกลุ่มประชากรที่กำลังทำงานอยู่และสามารถนำมาพัฒนานโยบายทางสังคมได้ เพื่อสร้างโอกาสการจ้างงานให้กับกลุ่มประชากรที่เปราะบาง ระบบการสรรหาบุคลากรผ่านเว็บไซต์ที่สร้างความโปร่งใส ส่งผลให้โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากภาคประชาสังคม ทั้งนี้ มีผู้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์จำนวน 158,371 คน มีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ประมาณ 154,000 คนต่อเดือน และมีผู้ส่งใบสมัครผ่านระบบ 416,693 คน และมีผู้ได้รับการคัดเลือกผ่านระบบจำนวน 6,400 คน และมีผู้ขอรับคำปรึกษาผ่านศูนย์บริการจำนวน 30,000 ราย

 

Kingdom of Bahrain

Initiative: The National Contact Centre

Institution: eGovernment Authority


The National Contact Centre ก่อตั้งขึ้นเพื่อรับมือกับความท้าทายในการรวมศูนย์บริการลูกค้า (call center) ของหน่วยงานภาครัฐต่างๆให้เป็นหนึ่งเดียว โดยศูนย์งานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Authority) ได้เริ่มดำเนินงานวิจัยเพื่อศึกษากรอบความท้าทายและแนวทางแก้ไขปัญหาที่มีศักยภาพ งานวิจัยนี้ได้ประเมินสถานการณ์ของศูนย์บริการลูกค้าของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ และวิเคราะห์ตลาดเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด ผลการศึกษาพบว่า เนื่องจากการเติบโตของตลาดศูนย์บริการลูกค้าในบาห์เรนยังไม่เติบโตเต็มที่ ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือ การสร้างศูนย์กลางการบริการลูกค้าใหม่ เพื่อรวมศูนย์การติดต่อทางโทรศัพท์จากลูกค้ามายังหน่วยงานภาครัฐต่างๆให้เป็นศูนย์เดียว นอกจากนี้ ควรมีการส่งเสริมความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเพื่อเปลี่ยน และพัฒนาศูนย์กลางการบริการลูกค้าให้สามารถให้บริการที่เป็นเลิศแก่ประชาชนได้ โมเดล NCC ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายหลายประการตั้งแต่การดำเนินงานในระยะแรก โดย NCC สามารถสร้างแนวคิดการรวมหมายเลขติดต่อรัฐบาลบาห์เรนให้กับ  ประชาชนได้ ในความเป็นจริงนั้น แม้ว่าคำถามต่างๆที่สอบถามทางโทรศัพท์อาจจะเกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ NCC แต่เจ้าหน้าที่ของศูนย์ก็สามารถประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากการให้บริการที่มีคุณภาพสูงแล้ว eGA ยังได้สร้างต้นแบบการแก้ปัญหาศูนย์บริการลูกค้าชั้นนำในตลาด ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ให้บริการที่เข้มแข็ง การประสานความร่วมมือ และความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐ และเอกชนทำให้บริการมีประสิทธิภาพ สร้างผลกำไร ด้วยการสร้างความสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนกลไกของรัฐเพื่อพัฒนาคุณภาพ และประสิทธิภาพของการให้บริการ ควบคู่กับการสร้างกลไกด้านธุรกิจที่มุ่งเน้นประสิทธิผลและการสร้างกำไร แนวคิดความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนก่อให้เกิดความยั่งยืน และการดำเนินธุรกิจโดยบุคคลภายนอก (outsourcer) ที่ให้บริการด้วยรูปแบบที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ


รางวัลชนะเลิศอันดับ 2

India

Initiative: Mobile Seva

Institution: Department of Electronics and Information Technology

Mobile Seva เป็นความคิดริเริ่มของกรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศ สาธารณรัฐอินเดีย ในปี พ.ศ. 2554 เพื่อให้บริการภาครัฐทางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านสถานีเคลื่อนที่ โดยนโยบายการบริการภาครัฐทางอิเล็กทรอนิกส์แบบเคลื่อนที่ (Mobile governance) เริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 และมีการสร้างฐานข้อมูลกลางผ่านระบบคลาวด์ ภายใต้ชื่อ Mobile Services Delivery Gateway (MSDG) ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้หน่วยงานต่างๆของภาครัฐ สามารถใช้บริการฐานข้อมูลนี้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ของตนเอง วิสัยทัศน์หลักของโครงการนี้ คือ การส่งเสริมรัฐบาลเคลื่อนที่ (mobile governance) ในการให้บริการสาธารณะทางอิเล็กทรอนิกส์แบบ E-delivery ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ โครงการดังกล่าวเพิ่มอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือในอินเดียและเพิ่มอัตราการเข้าถึงบริการอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย กลุ่มคนยากจน กลุ่มคนไร้การศึกษา ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และสตรี เนื่องจากกลุ่มคนดังกล่าวเข้าถึงการบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐผ่านโทรศัพท์มือถือมากกว่าการเข้าถึงบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านคอมพิวเตอร์ วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ ประกอบด้วย (1) การแก้ไขปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ โดยการให้บริการภาครัฐผ่านช่องทางเคลื่อนที่ เช่น ข้อความ (SMS) ระบบฝากข้อความเสียง (IVRS) USSD (Unstructured Supplementary Services Data) และแอพพลิเคชันทางโทรศัพท์ (2) ระบบฐานข้อมูลกลางแบบคลาวด์ทำให้กรมต่างๆสามารถให้บริการภาครัฐผ่านโทรศัพท์มือถือโดยไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ของตนเอง (3) ฐานข้อมูลที่ได้มาตรฐาน และเปิดเผยข้อมูลซึ่งทำให้เกิดการบูรณาการข้อมูล และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-government) ในประเทศ ผลประโยชน์ของโครงการนี้ ได้แก่ การประหยัดเวลา ลดการทำงานซ้ำซ้อน ลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากโครงการ Mobile Seva เป็นการดำเนินการผ่านฐานข้อมูลแบบคลาวด์ ซึ่งทำให้หน่วยงานภาครัฐไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อเครื่องมือหรืออุปกรณ์เพิ่มเติมใดๆ

Brazil

Initiative: Transparency and Citizens' Access to Information

Institution: Rio Grande do Sul State Government

Rio Grande do Sul State Government ดำเนินโครงการที่เน้นยุทธศาสตร์ความโปร่งใสโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยยุทธศาสตร์นี้ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ว่าด้วย การบริหารรัฐบาลแบบเปิด (open government) ได้แก่ การมีส่วนร่วม ความโปร่งใส และความร่วมมือ ซึ่งส่งผลต่อวิธีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และบัญชีสาธารณะ (public account) รวมถึงการดำเนินกลไกทางนวัตกรรมเพื่อการใช้ภาพแสดงข้อมูล (data visualization) ซึ่งทำให้การดำเนินงานของภาครัฐมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยสามารถเห็นภาพ และสามารถคาดการณ์การตัดสินใจและผลการดำเนินงานจากภาครัฐได้ โครงการดังกล่าวเป็นการรวมศูนย์และกระจายความร่วมมือของนโยบายภาครัฐที่ครอบคลุมจริยธรรม การควบคุมจากภาครัฐ และความโปร่งใสแบบองค์รวม โดยเชื่อมโยงหน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน และสามารถดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารภายในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ การวางแผนร่วมกันและการชี้แจงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จ โดยหลังจากการดำเนินนโยบายการเข้าถึงบริการข้อมูลสาธารณะ พบว่ามีการเผยแพร่งานวิจัยในประเด็นต่างๆกว่า 2,000 รายการ และมีผู้ขอใช้ข้อมูลกว่า 2,000 ราย อีกทั้งยังมีผู้ต้องการข้อมูลในภาคส่วนต่างๆ ของรัฐบาล เช่น ความปลอดภัยภาครัฐ (Public Safety) สาธารณสุขและการศึกษา นอกจากนี้ รัฐบาลได้กำหนดขอบเขตการใช้ข้อมูลทางออนไลน์ของประชาชน และยังมีการขอข้อคิดเห็น (feedback) เกี่ยวกับแนวทาง และโอกาสในการเผยแพร่ข้อมูลสาธารณะ โดยเป็นที่น่ายินดีว่า หลังจากการเปิดใช้ฐานข้อมูลกลางสำหรับประชาชน (Central Portal Citizen) ส่งผลให้การเข้าถึงแหล่งข้อมูลเพิ่มขึ้น 30% เนื่องจากมีช่องทางใหม่ในการสื่อสารที่รวมศูนย์การเข้าถึงข้อมูล และสามารถเข้าถึงระบบได้ง่ายผ่านช่องทางเดียว


สาขา 4: การส่งเสริมการตอบสนองความเท่าเทียมกันในการให้บริการสาธารณะ (Promoting Gender-Responsive Delivery of Public Services)

รางวัลชนะเลิศอันดับ 1

Kingdom of Morocco

Initiative: Gender Responsive Budgeting in Morocco

Institution: Ministry of Economy and Finance

การเสริมสร้างความเสมอภาคระหว่างหญิงชายให้เป็นกระแสหลักในการพัฒนา (Gender Mainstreaming) ยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมในราชอาณาจักรโมรอกโก แม้ว่าราชอาณาจักรโมรอกโกได้ลงนามในพันธสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการส่งเสริมความเท่าเทียม และความเป็นธรรมระหว่างหญิงและชาย แต่พันธสัญญาเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกสะท้อนในการกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายเพื่อเสริมสร้างความเสมอภาคระหว่างหญิงชายให้เป็นกระแสหลักในการพัฒนา รัฐบาลได้ริเริ่มการปฏิรูปงบประมาณในปี พ.ศ. 2555 เพื่อบูรณาการความเท่าเทียมทางเพศ และการเสริมสร้างความเสมอภาคระหว่างหญิงชายในการจัดทำงบประมาณของกระทรวงต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา และการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติหญิงชายในราชอาณาจักรโมรอกโก (BSG-Morocco) ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง (Ministry of Economy and Finance) และองค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women) วัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าว คือ การกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ โครงการ และงบประมาณให้สอดคล้องกับพันธสัญญาว่าด้วยความเท่าเทียม และความยุติธรรมทางเพศ ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อลดความยากจน และลดการกีดกันสตรี ทั้งนี้ กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังได้สำรวจสถานการณ์สตรีในประเทศ โดยระบุว่าประเด็นความท้าทายเกี่ยวกับสตรี คือ จำนวนสตรีที่ทำงานในกระทรวงฯ ซึ่งนำไปสู่การเชิญชวนให้สตรีสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆหน่วยงานของรัฐ ซึ่งสะท้อนศักยภาพและความเชี่ยวชาญของสตรีในการทำงานให้หน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ เพื่อให้กรมต่างๆจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติหญิงชาย (Gender Budgeting) จึงได้มีการดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ว่าด้วยการจัดทำบัญชีงบประมาณที่คำนึงถึงมิติหญิงชายและเด็กในปี พ.ศ. 2555 โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง และธนาคารโลกเพื่อทดสอบความเป็นไปได้ในการดำเนินงานของราชอาณาจักรโมรอกโก กระบวนการดังกล่าวส่งผลให้มีความร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และตระหนักถึงการทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติหญิงชายในหน่วยงานของรัฐ ต่อมา ในปี พ.ศ. 2548 รัฐบาลได้กำหนดให้หน่วยงานจัดทำรายงานประจำปีว่าด้วยมิติหญิงชาย (Annual Gender Report) เพื่อเป็นเครื่องมือในการประเมินความสอดคล้องของการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติหญิงชายแนวคิดดังกล่าวทำให้การวางแผน และการจัดทำงบประมาณโดยบูรณาการความเสมอภาคระหว่างหญิงชายให้เป็นกระแสหลักในการพัฒนาเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณในการให้บริการภาครัฐที่คำนึงถึงมิติหญิงชาย ทั้งนี้ หน่วยงานต่างๆ กว่า 30 หน่วยงานได้เริ่มปฏิบัติตามแนวคิดดังกล่าว หรือคิดเป็นอัตราส่วนงบประมาณร้อยละ 80 ของงบประมาณโดยรวมของรัฐบาล

Thailand

Initiative: One Stop Crisis Centre

Institution: Khon Kaen Hospital

(โรงพยาบาลขอนแก่น ให้บริการทางการแพทย์แบบบูรณาการครอบคลุมทุกมิติได้แก่ ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ตรวจวินิจฉัยบำบัดรักษา และฟื้นฟูสภาพแบบองค์รวม (กาย จิต สังคม อารมณ์) ทั้งในและนอกโรงพยาบาลตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ จนถึงตติยภูมิขั้นสูง และเป็นผู้นำทางการแพทย์ใน 5 สาขา ได้แก่ สาขาอุบัติเหตุ สาขาหัวใจ สาขามะเร็ง สาขาทารกแรกเกิด และสาขารับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ โดยให้บริการแก่ประชาชนในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดในเครือข่าย รวมทั้งเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อผู้ป่วยในจังหวัดและเขตสุขภาพที่ 7 (ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด)) โรงพยาบาลขอนแก่นจัดตั้งศูนย์พึ่งได้ โดยถือว่าเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศไทยที่ตั้งศูนย์บริการให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง โดยการดำเนินงานของศูนย์ฯ เป็นการดำเนินงานของทีม สหวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์และเครือข่ายทีมสหวิชาชีพในสาขาอื่นๆ นอกโรงพยาบาล รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (gender expert) การทำงานของศูนย์ เป็นการปฏิบัติงานในฐานะหน่วยงานเฉพาะที่ช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง หรือสตรีที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม การดำเนินงานของศูนย์พึ่งได้เน้นที่ความร่วมมือหลายระดับ กล่าวคือ ในระดับโรงพยาบาล ศูนย์พึ่งได้ มีทีมสหวิชาชีพเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการรายกรณี (Case Manager) และร่วมมือกับเครือข่ายทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน เช่น ตำรวจ อัยการ เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทั้งนี้ เครือข่ายที่ช่วยให้สตรีเข้าถึงบริการของศูนย์พึ่งได้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ได้แก่ เครือข่ายสาธารณสุขและเครือข่ายชุมชน หลังจากการดำเนินงาน 14 ปี พบว่า ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลขอนแก่นเป็นแม่แบบที่ดีสำหรับโรงพยาบาลอื่นๆในประเทศไทย เด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรงได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีด้วยความเข้าใจ การสนับสนุนทางจิตใจและความช่วยเหลือทางกฎหมายจากทีมสหวิชาชีพ ซึ่งส่งผลให้ทัศนคติของผู้ให้บริการเปลี่ยนไปด้วย โดยให้บริการแก่เด็กและสตรีด้วยความเข้าใจ ให้ความสำคัญกับความต้องการของเด็กและสตรีโดยไม่ตัดสินหรือยัดเยียดคุณค่าทางสังคมให้กับผู้รับบริการ


Brazil

Initiative: Mae Coruja Program

Institution: State Health Secretariat of Pernambuco

โครงการ Pernambuco’s “M?e Coruja เป็นนโยบายของรัฐบาลที่เริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2550 เพื่อการดูแลสตรีและเด็กผ่านการบูรณาการภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ สาธารณสุข การศึกษา และการพัฒนาสังคม โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อลดอัตราการตายของทารกและมารดาในบราซิล ควบคู่กับการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสังคมที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายของโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย สตรีมีครรภ์ และเด็กอายุไม่เกิน 5 ปี โดยมีการดำเนินโครงการในเขตเทศบาล 26 แห่ง ในแถบพื้นที่แห้งแล้งของบราซิล เป้าหมายถัดไปของโครงการ คือ การตั้งเป้าขยายการดำเนินโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 50 ของประเทศ โดยเน้นพื้นที่ที่มีอัตราการเสียชีวิตของเด็กทารกสูงว่าร้อยละ 0.025 (จำนวนเด็กเสียชีวิต 25 คนต่อ 1,000 คน) ผลการดำเนินโครงการดังกล่าว พบว่า อัตราการเสียชีวิตของทารกลดลงร้อยละ 37.98 ในเขตเทศบาล 103 แห่ง ซึ่งส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของทารกในภาพรวมของประเทศลดลงร้อยละ 45 นอกจากนี้ หลังจากการดำเนินโครงการดังกล่าว พบว่า อัตราการเสียชีวิตของมารดาในภาพรวมของประเทศลดลงร้อยละ 14 ปัจจุบัน เขตเทศบาลทุกแห่งได้รับการสนับสนุนรถพยาบาลเพื่อบริการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังส่งเสริมสิทธิพลเมืองให้กลุ่มสตรีเข้าถึงการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งส่งผลให้สตรีกว่า 16,000 คนมีคุณสมบัติเพียงพอในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน


Sultanate of Oman

Initiative: Omani Nurse-Midwife

Institution: Ministry of Health of the Sultanate of Oman

รัฐสุลต่านโอมานจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพัฒนาศักยภาพการพยาบาล และสาธารณสุขในโอมาน ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพของพยาบาล และพยาบาลผดุงครรภ์ โดยมีการพัฒนาหลักสูตรการผดุงครรภ์  นำร่องกับกลุ่มนางพยาบาลผดุงครรภ์จำนวน 8 คน และมีการวิเคราะห์และประเมินผลหลักสูตร เพื่อพัฒนาสู่การดำเนินโครงการอย่างเต็มรูปแบบ โดยโครงการอบรมพยาบาลผดุงครรภ์ในสถาบันสุขภาพแห่งโอมาน (Oman Institute of Health - ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันการพยาบาลแห่งโอมาน Oman Nursing Institution) เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2542 ต่อมาในปีพ.ศ. 2544 มีการจัดตั้งคณะกรรมการการพยาบาลและพยาบาลผดุงครรภ์แห่งโอมาน เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดมาตรฐานการรักษาพยาบาลและการผดุงครรภ์ที่มีคุณภาพสูง ปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาด้านการผดุงครรภ์จำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตในมารดาและทารกลดลง โดยอัตราการเสียชีวิตของมารดาในขณะคลอดบุตรลดลงจากร้อยละ 27.3 (ต่อการคลอดบุตร 100,000 คน) ในปี พ.ศ. 2534 สู่ร้อยละ 15.9 ในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งนับว่าลดลงกว่าร้อยละ 205 ในทำนองเดียวกัน อัตราการเสียชีวิตของทารกลดลงจากร้อยละ 29 (ต่อการคลอดบุตร 1,000 คน) ในปี พ.ศ. 2533 ลดลงเหลือร้อยละ 9.5 ในปี พ.ศ. 2554 หรือลดลงในอัตราร้อยละ 71 นอกจากนี้อัตราการคลอดบุตรที่บ้านยังลดลงจากร้อยละ 20 ในปี พ.ศ. 2549 โดยเปลี่ยนเป็นการคลอดบุตรที่โรงพยาบาล  คิดเป็นร้อยละ 99 ภายในปี พ.ศ. 2555 หลังจากการดำเนินโครงการดังกล่าว พยาบาลและพยาบาลผดุงครรภ์ในโอมานสามารถสื่อสารกับกลุ่มสตรีเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการส่งเสริมสิทธิสตรีให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านการรักษาพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขได้ขยายโครงการดังกล่าวให้ครอบคลุมเมืองใหญ่ของโอมาน โดยเพิ่มจำนวนพยาบาลจากจำนวน 18 คนในปี พ.ศ. 2542 เป็นพยาบาลจำนวน 56 คนในปี พ.ศ. 2555 อีกทั้ง ปัจจุบัน มีผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลผดุงครรภ์อิสระจำนวน 619 คนที่ทำงานอยู่ในโอมาน