รางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ประจำปี พ.ศ. 2561
ระดับ : ดีเด่น
ชื่อผลงาน : โครงการต้นแบบการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเกษตร
ประเภท : มาตรฐานการบริการ
หน่วยงาน : กรมวิชาการเกษตร
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร

        การผลิตปุ๋ยหมักสามารถทำได้หลายวิธี ตัวอย่างเช่นการทำปุ๋ยหมักในกระสอบ การทำปุ๋ยหมักในถังพลาสติก การทำปุ๋ยหมัก

แบบกองและเติมอากาศผ่านท่อพีวีซีเป็นต้น ซึ่งวิธีที่แตกต่างกันจะทำให้ปุ๋ยหมักที่ได้มีคุณภาพแตกต่างกัน รวมไปถึงระยะเวลาที่ใช้

ในการทำก็แตกต่างกันด้วย กรมวิชาการเกษตรได้นำระบบเติมอากาศมาใช้ในการผลิตปุ๋ยหมักมาส่งเสริมเกษตรกร เนื่องจากเป็นระบบ

ที่ทำให้วัสดุอินทรีย์ที่หมักได้รับอากาศอย่างเพียงพอทั่วถึงกัน ซึ่งอากาศที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นให้มีการย่อยสลายอย่างสม่ำเสมอ

รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำกว่าระบบการกลับกองที่เกษตรกรใช้อยู่ทั่วไป ทั้งนี้ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตด้วยระบบเติมอากาศ จะสามารถทดแทน

การใช้ปุ๋ยเคมีได้ 25 เปอร์เซ็นต์ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน

        แนวทางการส่งเสริม

            - สร้างโรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศต้นแบบในหน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรทั่วประเทศ 75 ศูนย์

            - ศึกษาและปรับสัดส่วนที่เหมาะสมกับแต่ละศูนย์เน้นการใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น

            - ผลิตแจกจ่ายให้เกษตรกรได้กว่า 2,600 ตัน

            - อบรมให้ความรู้เพื่อให้เกษตรกรรวม 11,918 คน เกษตรสร้างโรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศใช้เอง 53โรง (เกษตร 24 ราย

                กลุ่มเกษตรกร 29 กลุ่ม)

        ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี เพื่อให้มีการใช้ปุ๋ยหมักอย่างมีประสิทธิภาพในการผลิตพืชอินทรีย์ จึงต้องมีการพัฒนาระบบการผลิตปุ๋ยหมัก

ที่มีคุณภาพ กรมวิชาการเกษตรได้วิจัยและพัฒนาโครงการต้นแบบการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศขึ้นซึ่งเป็นการทำปุ๋ยหมักรูปแบบหนึ่ง

ที่เน้นการปรับสภาพภายในกองปุ๋ยหมักให้มีออกซิเจนเพียงพอเพื่อเร่งการย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ของจุลินทรีย์ นอกจากนี้ยังมีการใช้สัดส่วนวัสดุ

อินทรีย์ให้เหมาะสมต่อการย่อยสลาย โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีไนโตรเจน (ยูเรีย)ซึ่งปุ๋ยหมักที่ผลิตด้วยระบบเติมอากาศนอกจากจะมีคุณภาพสูงแล้ว

ยังช่วยลดต้นทุนค่าแรงในการกลับกอง และลดระยะเวลาการหมักจากเดิม 3-6 เดือน เหลือเพียง 60 วัน

        ผลลัพธ์ที่ได้ เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพเพื่อใช้สำหรับผลิตพืชของตัวเองได้ ลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้ปุ๋ยเคมี

ซึ่งผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่รวมทั้งช่วยส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อทำการผลิตพืชทั้งในระบบทั่วไป เกษตรปลอดภัย

และเกษตรอินทรีย์ อีกด้วย



LINK ที่เกี่ยวข้อง :